14 เมษา Ulleri - Ghorepani
ตื่นเช้ามารีบวิ่งไปดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่หมอกบังหมดเรย เก็บได้แค่นี้เองอ่า
เก็บของกินข้าวเช้ากันเรียบร้อยก็อำลาหมู่บ้าน Ulleri วันนี้คิดว่าไม่เหนื่อย แต่มีบันไดขึ้นๆๆช่วงแรก ทำเอาเหนื่อยหอบ ระหว่างทางเจอกลุ่มเด็กๆมาขอลูกอม ป้อเห็นเค้าถือดอกกุหลาบเท่านั้นล่ะ แจกขนมเป็นยูนิเซฟเรย
ระหว่างทางผ่านป่า มีน้ำตก แล้วก็เจ้าพวกเนี้ย อยู่กันเป็นกลุ่มๆ ไม่รุเหยียบตายไปมากเท่าไหร่กัน
เดินทิ้งไกลพอควรถึงจะเจอร้านอาหาร นี่เป็นร้านแรก ชื่อร้านนี้มีเยอะจริงๆ ที่โพคราก็มีนะ คนเลยเยอะหน่อยเลยตัดสินใจเดินไปอีกนิดนึงไม่ค่อยมีคนแต่ไม่อาหร่อย
เดินทางกันต่อในช่วงบ่าย ประมาณสามโมงก็ถึงหมู่บ้าน Ghorepani ไปพักกันที่ Hill Top Guesthouse เพราะว่าอยู่ใกล้ทางขึ้นพูนฮิลล์ที่สุดเรย
ตอนนี้ลูกหาบเริ่มงอแงเพราะเกสท์เฮ้าส์นี้ที่นอนลูกหาบเต็ม พวกเราก็ไม่รู้ว่ามันรุนแรงมากในความรู้สึกเค้า ก็ว่าจะจ่ายค่าที่พักให้แทนแต่พี่แกไม่ยอม จะแยกตัวกลับไปท่าเดียว พอแกะกระเป๋าให้เราก็เริ่มใจเสียแระ ก็จ่ายเงินไปหมดแล้วนี่หว่า เลยต้องขอร้องให้ลูกหาบคนอื่นมาช่วยพูด เค้าก็ยังดีที่จะยอมแบ่งห้องให้นอน คราวนี้อีตานี่ถึงจะยอม แล้วทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฮึ
เย็นนั้นฝนเริ่มตก เราก็รอคอยอย่างมีความหวังว่าพอฟันหยุด ฟ้าจะเคลียร์ และแล้ว...มันก็ออกมาจนได้ เห็นนิดๆหน่อยๆก็เหอะ ถ่ายรูปกันใหญ่เรย เทือกเขาสีขาวหลังเมฆอ่ะจ่ะ Annapurana 2
Monday, June 29, 2009
Nepal the fifth day
Saturday, June 20, 2009
Nepal trip the fourth day
13 เมษา Trekking วันแรก ขึ้นเรื่อยๆๆๆๆ จาก Nayapul ถึงหมู่บ้าน Ulleri
ตื่นเช้ากันแบบสบายๆ นัดออกเดินทางประมาณ 8 โมงเช้าแต่มีติดขัดนิดหน่อยเพราะต้องเปลี่ยนกระเป๋ากัน เช่าไม่แพงเรยนะ 300 รูปีสำหรับ 5 วัน จัดการกระเป๋ากับลูกหาบได้แล้วก็กินข้าวเช้ากันแล้วออกเดินทางไปนายาปุล ระหว่างทางก็เป็นวิวนาขั้นบันได อากาศกำลังสบายๆ เพื่อนๆเริ่มเคล้มหลับกันแร้ว แต่ไม่นานประมาณชั่วโมงนึงก็ถึง เจอกลุ่มคนไทยกลุ่มใหญ่อีกแล้วหลังจากที่เมื่อวานช่วยกันต่อราคากันอย่างสนุกสนาน
เดินผ่านหมู่บ้านซักพักก็เจอ Tourist Check Post จุดเช็คนักท่องเที่ยว ตรวจบัตร ITMS กับ Entry Permit เลยทำความคุ้นเคยกับลูกหาบซักหน่อย ตอนนี้จำชื่อเค้าไม่ได้แว้ววว
บรรยากาศหมู่บ้านทางผ่าน เห็นตากขนจามรีมั้ย
แวะกินข้าวกลางวันกันร้านนี้ ค่าน้ำขวดแพงขึ้นตามความสูง จากนั้นก็มีแต่กะไดมากมายหลายขั้น เห็นแล้วท้อ
ในที่สุดก็ถึงหมู่บ้าน Ulleri จนได้ กว่าจะถึงที่พักที่หมายตาเอาไว้ Pratab Guesthouse ก็เต็มซะแล้วเพราะคนไทยอ่านรีวิวมาเหมือนๆกันหมด หลังจากเซอร์เวย์หาห้องที่ดูดีและวิวดีแล้ว สรุปกันที่เกสท์เฮ้าส์แรก Superview Guesthouse มีห้อง 3 คนด้วย อยู่ชั้นบน วิวดีนะ มีระเบียง แต่ปีนเหนื่อยหน่อยเท่านั้นเอง น้ำอุ่นก็แรงดีด้วย ผลัดกันอาบน้ำเสร็จก็กินข้าวเย็น พอมืดลงอากาศก็เริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ นั่งคุยกับเจ้าของเกสท์เฮ้าส์พอหอมปากหอมคอก็มานั่งคุยกันต่อที่ระเบียง รอบด้านมันมืดไปหมดจริงๆ มีไฟไม่กี่ดวงที่เปิดอยู่ คืนนั้นนอนหลับสบายอยู่ในถุงนอนแสนอบอุ่น ที่เกสท์เฮ้าส์ไม่มีผ้าห่มให้ ดีนะที่เบสท์บอกให้แบกขึ้นมาให้ได้เหอะ ก้อนึกว่าไม่หนาวเท่าไหร่นิ ขอบคุณเบสท์สำหรับทริปนี้ล่วย
Saturday, May 30, 2009
Nepal trip the third day
12 เมษา Kathmanthu - Pokara
วันนี้กำหนดการรถออก 7.00 น. ฝากสัมภาระส่วนหนึ่งไว้ที่เกสท์เฮ้าส์เสร็จก็พากันลากกระเป๋ากันไปท่ารถ
สภาพรถที่พวกเราเดินทางกัน 8 ชั่วโมงกว่าๆ
ดูเหมือนมีแอร์ แต่ม่ายมีตามระเบียบ แถมเอเจนซี่ไม่จัดที่นั่งให้นั่งด้วยกันอีก ต้องผลัดกันไปนั่งเบียดกับหลุ่มเกาหลีหลังรถ อิอิ อย่านึกว่าหน้าตาดีแบบในซีรีส์ ครือ จริงๆก็ไม่ค่อยได้ดูหน้าเค้าอ่ะ ขึ้นรถหาทางนอนเอาแรงไว้ก่อน แล้วพวกนี้คุยกันตลอดทาง เบสท์บอกว่าเหมือนลืมปิดทีวี ฮา
รถแวะให้กินข้าวกลางวันแบบบุฟเฟต์ ผักชุบแป้งทอดร้านนี้อร่อยมากๆ แล้วก็มาพบว่ามันชื่อ veg phokara นั่นเอง (ตั้งชื่อแบบจำง่ายดี)
ถึงท่ารถก็มีพวกนายหน้ามารุมอีกแล้ว สุดท้ายฉันโดนดึงกระเป๋าไปถือก็เลยต้องใจง่ายตามบักแขกนี่ไปแนะนำโรงแรมคากี่ ขายขาหมู
สภาพห้องดี๊ดี โควตราคามา 25 เหรียญ เหอเหอ ปีนขึ้นมาตั้งชั้น 4 แถมแพงอีก ลาล่ะ เห็นท่าทีแบบนี้แขกยอมลดให้ทีเดียวเหลือ 12 เหรียญ โอเช ห้องดี๊ดี มีน้ำอุ่นด้วย แถมถูกอีกต่างหาก
Saturday, May 9, 2009
Nepal trip The second day
11 เมษา Swayambhunath-Boudhanath-Pashupatinath-Bhaktapur-Nakakot
วันนี้ตัดสินใจเปลี่ยนที่นอนเป็น Siesta Guesthouse คืนละ 1070 รูปี รวมภาษี นอนกัน 3 คนได้ห้องน้ำใหญ่ดี มีน้ำอุ่นด้วย เอเจนซี่นัดตอน 9.30 น. ที่แรกที่จะไปคือวัดสวยมภูนาทหรือ monkey temple เป็นวัดของศาสนาพุทธ เสียค่าเข้าคนละ 100 รูปี
จะเห็น wisdom eye อยู่บนเจดีย์ สัญลักษณ์นี้เท่าที่อ่านมาเห็นว่าเปรียบเหมือนดวงตาเห็นธรรม คล้ายๆที่ทิเบตเลย (ไม่เคยไปหรอก) แล้วเท่าที่สังเกตคนที่นี่ถ้าเป็นพุทธจะนับถือดาไลลามะมากนะ เพราะบางบ้านจะมีรูปติดอยู่ แล้วร้านอาหารหลายๆร้านก็จะมีอาหารทิเบตด้วย มาที่วัดนี้เห็นผู้หญิงใส่เสื้อแดงเยอะมากๆ (ไม่ใช่ม๊อบเสื้อแดง) ถามคนขับรถ (ไกด์จำเป็นของเรา) ที่พูดอังกฤษได้นิดหน่อย เค้าว่าวันนี้เป็นวันหยุด คนออกมาทำบุญกันเยอะ แล้วผู้หญิงเนปาลใส่ชุดแดงได้ต้องแต่งงานแล้ว
หลังจากถ่ายรูปกับซื้อของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ ก็ต่อไปที่ Boudhanath เป็นวัดของศาสนาพุทธเหมือนกัน แต่มีเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุด เท่าที่ดูจะมีนักท่องเที่ยวเยอะกว่าที่วัดลิงนะ เสียค่าเข้าคนละ 100 รูปี เหมือนเดิม
แวะกินข้าวกลางวันกันที่นี่ ร้านชื่อ Dew Drop Cafe วิวสวยดี
แล้วเดินทางต่อไปที่วัด Pashuatinath วัดฮินดูที่มีการเผาศพริมแม่น้ำ ค่าเข้าค่อนข้างแพง 250 รูปี ไม่ค่อยชอบดู แสบจมูก มีไกด์มาคุยกับเบสท์นานมากกก เล่าเรื่องคนเนปาล คนฮินดู เรายืนรอตากแดดจนทนไม่ไหว สรุปว่าพี่แกอยากนำเที่ยวหารายได้น่ะ พวกเราเลยปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแล้วเดินเที่ยวต่อกันเอง ชิ นึกว่ามีแขกใจดี 
Next Stop, Bhaktapur เฮ้อ หลังจากสัปหงกอยู่บนรถซักพัก พวกเราก็มาถึงเมืองเก่า เนปาลมีเมืองใหญ่ๆที่เมื่อก่อนเจริญมาก 3 ที่ คือ กาฏมัณฑุ ปาทัน และบักตะปูร์ ทั้งสามจะแข่งกันสร้างสถาปัตยกรรมให้ยิ่งใหญ่ เนื่องจากพวกเราไม่มีเวลามากนัก เอเจนซี่เลยแนะนำให้มาที่บักตะปูร์ เพราะสวยกว่าที่อื่นๆและเป็นทางผ่านไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่นากาก็อต ค่าเข้าชมคนละ 750 รูปี
แขกที่ใส่เสื้อลายสก็อตเป็นไกด์นั่นเอง พอเห็นพวกเราลงจากรถปุ๊ป ก็เข้าประชิดทันที เสนอราคาที่ 300 รูปี นำเที่ยวเมือง อธิบายวิถีชิวิตคนเนปาลที่อาศัยอยู่ในเมืองเก่านี้ ซึ่งมีทั้งนับถือศาสนาพุทธและฮินดู เค้าพาเดินเข้าตรอกซอกซอย แล้วก็มาหยุดที่ Thanka painting school เป็นห้องๆนึง แล้วบอกว่าช่วยเข้าไปฟังหน่อย พวกเราก็ว่าง่าย มีผู้ชายคนนึงมาอธิบายความหมายของภาพ Thanka ที่เป็นภาพวาดศิลปะชั้นสูงของทิเบต บางภาพช่วยรวบรวมสมาธิ บางภาพแสดงถึงวัฏฏะสงสาร มีภาพนึงเป็นภาพที่ดาไลลามะเป็นผู้ออกแบบ เค้าใช้ทรายโรยบนพื้นทำเป็นลวดลายที่ละเอียดมากๆๆๆๆ ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเสร็จ แต่หลังจากสำเร็จแล้วก็ทำลายทิ้งได้ทันที ไม่ยึดติด master (เรียกศิลปินวาดรูปที่เก่งมากๆ) ก็เอาลายนั้นที่ถ่ายรูปไว้มาวาดลงบนผ้าใบ สวยดีนะ ความหมายก็ดีนะ แต่ใจไม่สู้อ่า ราคาแพงเกิน แฮะๆ พอเค้าเริ่มเสนอราคาก็...ลานะเคอะ ไกด์แอบผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่ได้ค่านายหน้า พี่แกเลยพาไปร้านผ้า pashmina ต่อ แขกเริ่มสาธิตเอาผ้ามาลอดแหวน เผาไฟพิสูจน์กลิ่น บลาบลาบลา เบสท์กับป้อเริ่มคล้อยตามแระ how much? แขกเริ่มยิ้ม แล้วศึกการต่อราคาก็เริ่มขึ้น สุดท้ายช้อปกันคนละผืนสองผืน ไกด์เริ่มใจชื้น แล้วก็อัญเชิญเรากลับเนื่องจากใกล้เวลาพระอาทิตย์ตกดินที่นากาก็อต แอบหมั่นไส้เลยไม่ให้ทิปซะเรย
นาขั้นบันได รวงข้าวสีทอง คนเนปาลขี่มอเตอร์ไซค์ลงเขาหลังจากพักผ่อน นี่คือทางผ่านขึ้นนากาก็อต อากาศจากร้อนอบอ้าวก็เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ พระอาทิตย์เริ่มคล้อยลงเรื่อยๆ ในที่สุดรถก็มาจอดที่หมายสุดท้ายของวันนี้ Hotel Himalayan อ๊ะ ไม่ได้มาพักหรอกนะ เพราะคืนนึงคงไม่ต่ำกว่า 50 เหรียญแน่นอน แต่พวกเรามาขอดูวิวพระอาทิตย์ตกดิน มาขอเข้าห้องน้ำ แถมยังเอาขนมเข้ามากินอีก
งีบบนรถซักพัก ไกด์จำเป็นของพวกเราก็พามาส่งที่ทาเมลอย่างปลอดภัย คนขับคนนี้ก็นิสัยพอใช้ได้นะ เวลาผ่านถนนที่มีฝุ่นมากๆพี่แกช่วยปิดหน้าต่าง เปิดแอร์ แต่ แอร์ไรเนี่ยมีแต่ลมร้อน ครือเท่าที่สังเกต รถที่ขับในเนปาลนี่ไม่ใช้แอร์กันเรย คงคิดว่าเปลืองน้ำมันมากมั้งหรือว่าเค้าใช้แตรแทนแอร์??
คืนนี้หลังจากหาข้าวเย็นกินเสร็จก็ดึกแล้ว เดินเล่นได้อีกซักพักก็กลับที่พักนอน พรุ่งนี้ลุยไปโพขรา
