11 เมษา Swayambhunath-Boudhanath-Pashupatinath-Bhaktapur-Nakakot
วันนี้ตัดสินใจเปลี่ยนที่นอนเป็น Siesta Guesthouse คืนละ 1070 รูปี รวมภาษี นอนกัน 3 คนได้ห้องน้ำใหญ่ดี มีน้ำอุ่นด้วย เอเจนซี่นัดตอน 9.30 น. ที่แรกที่จะไปคือวัดสวยมภูนาทหรือ monkey temple เป็นวัดของศาสนาพุทธ เสียค่าเข้าคนละ 100 รูปี
จะเห็น wisdom eye อยู่บนเจดีย์ สัญลักษณ์นี้เท่าที่อ่านมาเห็นว่าเปรียบเหมือนดวงตาเห็นธรรม คล้ายๆที่ทิเบตเลย (ไม่เคยไปหรอก) แล้วเท่าที่สังเกตคนที่นี่ถ้าเป็นพุทธจะนับถือดาไลลามะมากนะ เพราะบางบ้านจะมีรูปติดอยู่ แล้วร้านอาหารหลายๆร้านก็จะมีอาหารทิเบตด้วย มาที่วัดนี้เห็นผู้หญิงใส่เสื้อแดงเยอะมากๆ (ไม่ใช่ม๊อบเสื้อแดง) ถามคนขับรถ (ไกด์จำเป็นของเรา) ที่พูดอังกฤษได้นิดหน่อย เค้าว่าวันนี้เป็นวันหยุด คนออกมาทำบุญกันเยอะ แล้วผู้หญิงเนปาลใส่ชุดแดงได้ต้องแต่งงานแล้ว
หลังจากถ่ายรูปกับซื้อของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ ก็ต่อไปที่ Boudhanath เป็นวัดของศาสนาพุทธเหมือนกัน แต่มีเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุด เท่าที่ดูจะมีนักท่องเที่ยวเยอะกว่าที่วัดลิงนะ เสียค่าเข้าคนละ 100 รูปี เหมือนเดิม
แวะกินข้าวกลางวันกันที่นี่ ร้านชื่อ Dew Drop Cafe วิวสวยดี
แล้วเดินทางต่อไปที่วัด Pashuatinath วัดฮินดูที่มีการเผาศพริมแม่น้ำ ค่าเข้าค่อนข้างแพง 250 รูปี ไม่ค่อยชอบดู แสบจมูก มีไกด์มาคุยกับเบสท์นานมากกก เล่าเรื่องคนเนปาล คนฮินดู เรายืนรอตากแดดจนทนไม่ไหว สรุปว่าพี่แกอยากนำเที่ยวหารายได้น่ะ พวกเราเลยปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแล้วเดินเที่ยวต่อกันเอง ชิ นึกว่ามีแขกใจดี 
Next Stop, Bhaktapur เฮ้อ หลังจากสัปหงกอยู่บนรถซักพัก พวกเราก็มาถึงเมืองเก่า เนปาลมีเมืองใหญ่ๆที่เมื่อก่อนเจริญมาก 3 ที่ คือ กาฏมัณฑุ ปาทัน และบักตะปูร์ ทั้งสามจะแข่งกันสร้างสถาปัตยกรรมให้ยิ่งใหญ่ เนื่องจากพวกเราไม่มีเวลามากนัก เอเจนซี่เลยแนะนำให้มาที่บักตะปูร์ เพราะสวยกว่าที่อื่นๆและเป็นทางผ่านไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่นากาก็อต ค่าเข้าชมคนละ 750 รูปี
แขกที่ใส่เสื้อลายสก็อตเป็นไกด์นั่นเอง พอเห็นพวกเราลงจากรถปุ๊ป ก็เข้าประชิดทันที เสนอราคาที่ 300 รูปี นำเที่ยวเมือง อธิบายวิถีชิวิตคนเนปาลที่อาศัยอยู่ในเมืองเก่านี้ ซึ่งมีทั้งนับถือศาสนาพุทธและฮินดู เค้าพาเดินเข้าตรอกซอกซอย แล้วก็มาหยุดที่ Thanka painting school เป็นห้องๆนึง แล้วบอกว่าช่วยเข้าไปฟังหน่อย พวกเราก็ว่าง่าย มีผู้ชายคนนึงมาอธิบายความหมายของภาพ Thanka ที่เป็นภาพวาดศิลปะชั้นสูงของทิเบต บางภาพช่วยรวบรวมสมาธิ บางภาพแสดงถึงวัฏฏะสงสาร มีภาพนึงเป็นภาพที่ดาไลลามะเป็นผู้ออกแบบ เค้าใช้ทรายโรยบนพื้นทำเป็นลวดลายที่ละเอียดมากๆๆๆๆ ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเสร็จ แต่หลังจากสำเร็จแล้วก็ทำลายทิ้งได้ทันที ไม่ยึดติด master (เรียกศิลปินวาดรูปที่เก่งมากๆ) ก็เอาลายนั้นที่ถ่ายรูปไว้มาวาดลงบนผ้าใบ สวยดีนะ ความหมายก็ดีนะ แต่ใจไม่สู้อ่า ราคาแพงเกิน แฮะๆ พอเค้าเริ่มเสนอราคาก็...ลานะเคอะ ไกด์แอบผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่ได้ค่านายหน้า พี่แกเลยพาไปร้านผ้า pashmina ต่อ แขกเริ่มสาธิตเอาผ้ามาลอดแหวน เผาไฟพิสูจน์กลิ่น บลาบลาบลา เบสท์กับป้อเริ่มคล้อยตามแระ how much? แขกเริ่มยิ้ม แล้วศึกการต่อราคาก็เริ่มขึ้น สุดท้ายช้อปกันคนละผืนสองผืน ไกด์เริ่มใจชื้น แล้วก็อัญเชิญเรากลับเนื่องจากใกล้เวลาพระอาทิตย์ตกดินที่นากาก็อต แอบหมั่นไส้เลยไม่ให้ทิปซะเรย
นาขั้นบันได รวงข้าวสีทอง คนเนปาลขี่มอเตอร์ไซค์ลงเขาหลังจากพักผ่อน นี่คือทางผ่านขึ้นนากาก็อต อากาศจากร้อนอบอ้าวก็เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ พระอาทิตย์เริ่มคล้อยลงเรื่อยๆ ในที่สุดรถก็มาจอดที่หมายสุดท้ายของวันนี้ Hotel Himalayan อ๊ะ ไม่ได้มาพักหรอกนะ เพราะคืนนึงคงไม่ต่ำกว่า 50 เหรียญแน่นอน แต่พวกเรามาขอดูวิวพระอาทิตย์ตกดิน มาขอเข้าห้องน้ำ แถมยังเอาขนมเข้ามากินอีก
งีบบนรถซักพัก ไกด์จำเป็นของพวกเราก็พามาส่งที่ทาเมลอย่างปลอดภัย คนขับคนนี้ก็นิสัยพอใช้ได้นะ เวลาผ่านถนนที่มีฝุ่นมากๆพี่แกช่วยปิดหน้าต่าง เปิดแอร์ แต่ แอร์ไรเนี่ยมีแต่ลมร้อน ครือเท่าที่สังเกต รถที่ขับในเนปาลนี่ไม่ใช้แอร์กันเรย คงคิดว่าเปลืองน้ำมันมากมั้งหรือว่าเค้าใช้แตรแทนแอร์??
คืนนี้หลังจากหาข้าวเย็นกินเสร็จก็ดึกแล้ว เดินเล่นได้อีกซักพักก็กลับที่พักนอน พรุ่งนี้ลุยไปโพขรา

4 comments:
ฮ่าๆๆ แล้วพวกแกมีใครเผลอไปใส่เสื้อแดงกันอ๊ะเปล่า
wow, great pics ^^
555+ ที่ไกด์ยืนคุยกะเบสท์ที่ว่านานๆเนี่ยเค้าจีบมันป่ะ หรือมันจีบเค้า
เปลี่ยนเวบเป็นว่าเล่นเลยนะ
Post a Comment